ย้อนรำลึก ! ตำนาน “อิน จัน มั่น คง”

9 กันยายน 2017 | สาระความรู้ทั่วไป

สำหรับคนที่มีอายุระดับหนึ่ง คงจะเคยได้ชมละครเรื่อง “เจ้ากรรมนายเวร” ที่ได้นำเสนอเรื่องราวของการเลือกคนไปเฝ้าเสาหลักเมืองที่จะสร้างบ้านสร้างเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งก็ชวนให้หวาดเสียวไม่น้อย และยังเป็นเรื่องที่ชวนให้สงสัยอย่างมากในปัจจุบัน รวมไปถึงเรื่องราวของ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ที่ตัดสินใจให้ประหารตัวเองเพื่อเฝ้าสมบัติของแผ่นดิน จนมีตำนาน “อิน จัน มั่น คง” เกิดขึ้น ซึ่งเราได้รวบรวมตำนานนี้มาเล่าให้ฟังโดยย่อย ๆ ตามนี้

 

 

ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมานั้นกล่าวว่าพิธีกรรมนี้จะเรียกคนที่ถูกคัดเลือกว่า “ผู้เฝ้าทวารมหาปราสาทบ้านเมือง” โดยจะทำการเลือกคนที่มีชื่อว่า “อิน จัน มั่น คง” เพราะมีชื่อที่เป็นมงคลเหมาะแก่การเป็นผู้ปกปักษ์รักษา ส่วนวิธีคัดเลือกนั้น คือจะให้พราหมณ์ออกไปป่าวประกาศเรียกชื่อคนเหล่านี้ในตอนกลางคืน หากมีเสียงจากบ้านไหนขานรับมา ก็จะเลือกคนนนั้นมาเป็นตัวแทน เรื่องนี้จึงทำให้เกิดสุภาษิตโบราณอีกสุภาษิตหนึ่งที่ว่า “อย่าขานรับใครในตอนกลางคืน” เพราะเชื่อว่าจะถูกเรียกให้ไปเป็นตัวตายตัวแทนนี่เอง

 

Advertisement

 

เมื่อเลือกคนได้ตามวิธีข้างต้นแล้ว ก็จะต้องตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่พราหมณ์หรือโหรเป็นผู้กำหนด และต้องไม่เป็นผู้ที่สังคมรังเกียจ สำหรับญาติพี่น้อง และลูกเมียของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกนั้น จะได้รับการปูนบำเหน็จเพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับการเสียสละชีวิตของ หลังจากที่ได้รับเลือกแล้ว ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกก็จะถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดีครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะถึงฤกษ์ในการฝัง ผู้ที่ถูกคัดเลือกจะถูกนำตัวไปวางไว้ที่ก้นหลุม หลังจากนั้นก็จะตัดเชือกให้เสาตกลงไปทับจนคอหักเสียชีวิต และหลังจากนั้นผู้ที่ได้รับเลือกก็จะกลายมาเป็นอารักษ์ที่คอยปกปักษ์รักษาบ้านเมืองต่อไป

 

 

แต่ในบันทึกของ “วันวลิต (ฟาน ฟลีต)” หรือ “Jeremias van Vliet” พ่อค้าชาวดัตช์ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรอยุธยาช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2176-2185) กลับบันทึกต่างออกไป ตามบันทึกของวันวลิตนั้นกล่าวว่า “ผู้ที่ถูกฝังนั้นจะเป็นหญิงตั้งครรภ์ โดยจะถูกโยนลงไปในหลุมให้นอนหงายท้องขึ้น และจากนั้นก็จะตัดเชือกให้เสาตกลงไปทะลุท้องของผู้ที่ถูกคัดเลือกจนทะลุ” ซึ่งเชื่อกันว่าวิญญาณของผีท้องกลมนั้นจะดุและเฮี้ยนกว่าวิญญาณธรรมดามากมาย

 

Advertisement

 

แต่พิธีกรรมนี้ นักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าน่าจะเสื่อมความนิยมลงหลังจากอาณาจักรอยุธยาล่มสลาย ในช่วงรัตนโกสินทร์จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีที่เรียกว่า “ตำราพระราชพิธีนครฐาน” ที่เปลี่ยนจากการฝังมนุษย์ไปเป็นการใช้ดินจากทิศทั้ง 4 ปั้นเป็นลูกกลมๆ เท่าผลมะตูม เพื่อเป็นตัวแทนของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วโยนลงไปที่ก้นหลุม ก่อนจะฝังเสาและพราหมณ์ก็จะทำพิธีอัญเชิญเทวดาลงมาสถิตแทน ไม่เพียงแต่การสร้างเมืองเท่านั้นที่มีพิธีกรรมเช่นนี้ การฝังสมบัติต่างๆ ก็จะมีความเชื่อที่คล้ายๆ กัน โดยจะต้องมีผู้เสียสละยอมเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ฝังลงไปพร้อมๆ กับสมบัติให้คอยคุ้มครองไม่ให้ผู้ใดนำสมบัติไปเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตามพิธีกรรมเหล่านั้นคือการทำตามความเชื่อที่มีอยู่ในสมัยโบราณ ซึ่งในยุคปัจจุบันอาจจะมองว่าโหดร้าย แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าบริบททางความเชื่อของสังคมในแต่ละสมัยไม่เหมือนกัน เราแค่ศึกษาไว้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นเอาไว้เป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็พอ

 

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่ลองของ โดยเฉพาะในเรื่องของปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ที่ไปลักลอบขุดกรุสมบัติเก่า ๆ ในพื้นที่พระนครศรีอยุธยา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้น เราก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่าผู้ที่ลักลอบขุดกรุมีชะตากรรมอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเพียงความเชื่อและวิจารณญาณส่วนบุคคลเท่านั้น

 

 

Advertisement




Keyword ที่เกี่ยวข้อง



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook