รู้ไว้ไม่โง่!! เผยเทคนิคขับรถแบบประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องเจอกับรถติดๆ แถมด้วยวิธีถนอมรถให้พังยาก

6 มิถุนายน 2016 | สาระข่าวสาร, สาระความรู้ทั่วไป, สาระเรื่องรถ

traffic-jam

รู้สึกเสียดายค่าน้ำมันเหลือเกิน ที่เวลาจะต้องขับรถฝ่าดงรถติดไป แต่ยังดีหน่อยที่ใช้เกียร์ออโตเมติก ไม่ต้องมาคอบเมื่อขาเปลี่ยนเกียร์และเหยียบคลัตช์ อยู่ตลอดเวลาในยามที่รถติดๆ แต่ก็อาจจะมีบางคน ยังมีความเข้าใจแบบผิดๆ เกี่ยวกับการใช้รถเกียร์ออโต ซึ่งส่งผลให้อายุการใช้งานของรถคู่ใจ ลดลงไปอย่างไม่รู้ตัว

การที่หลายๆ คน มักจะเปลี่ยนเกียร์จาก D ไปเกียร์ N ในขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บ่อยๆ เพราะว่าขี้เกียจจะต้องเหยียบเบรกอยู่ตลอดเวลาที่รถติด ก็เลยเลือกที่จะเข้าเกียร์ N เอาไว้ และเมื่อรถเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ก็เปลี่ยนมาเป็นเกียร์ D แล้วถ้าช่วงรถติดสลับกับขยับเคลื่อนทีละน้อย ก็ต้องทำให้คุณมาเปลี่ยนเกียร์เป็น /N/D/N/D/N อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า คุณกำลังทำร้ายระบบเครื่องยนต์ของเกียร์อย่างไม่รู้ตัว

Advertisement

โดยทั่วไปแล้วระบบเกียร์ออโตเมติกนั้น จะประกอบไปด้วยชุดเกียร์ที่ขบกันอยู่ตลอดเวลา และการส่งแรงจากเกียร์ N ไปสู่เกียร์ D ก็จะต้องมีการสึกหรอของเฟือง ซึ่งต้องมีการปล่อยและจับเฟืองอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีอายุการใช้งานสั้นลง ถ้าคุณเลือกที่จะเบรกอยู่เฉยๆ ระบบเบรกก็ไม่ร้อนขึ้น เพราะว่าจานดุมเบรกหรือดิสเบรก ไม่ได้เกิดการหมุน ผ้าเบรกก็จะไม่สึกหรอเพราะล้อไม่หมุน แรงที่ใช้เหยียบก็จะไม่มากพอ ขนาดจะที่ทำให้ปั๊มเบรกพัง หรือทำให้มีอายุการใช้งานลดน้อยลง

ใครที่ชอบเปลี่ยนเกียร์ D/N/D/N/D/N อยู่ ก็คงจะเถียงว่า ไม่เห็นรถของคุณจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ยังคงขับได้อยู่ตามปกติ และระบบเกียร์ก็ยังคงดีอยู่ แต่ถ้าคุณทำพฤติกรรมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะส่งผลเสียในระยะยาวแก่รถของคุณ ก็เปรียบได้เหมือนกับการสูบบุหรี่นั่นแหละค่ะ ถ้าทำแบบนี้บ่อยๆ ระบบคลัตช์ก็จะลื่น ทำให้เมื่อเวลาที่จะออกตัว คุณจะต้องเหยียบคันเร่งหนักมากขึ้น เพื่อทำให้รอบสูงขึ้น อัตราการกินน้ำมันก็จะเปลืองขึ้น แต่รถของคุณกลับไม่ได้วิ่งอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่าง

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เลิกนิสัยที่จะเข้าเกียร์ N เวลาที่รถติดๆ ซักที่นะคะ ถึงจะสะดวกสบายก็จริง แต่เปลืองเงินเติมน้ำมันแบบนี้ แถมยังทำให้เครื่องพังได้ง่ายอีก ไม่คุ้มกันเลยนะจ๊ะ เราลองมาดูกันค่ะ วิธีการใช้รถเกียร์ออโต้ที่ถูกต้อง ควรจะต้องทำยังไงบ้าง

การใช้รถเกียร์ออโต้ให้ถูกวิธี

รถเกียร์ออโต้ได้รับความนิยมมาก เหมาะสำหรับในเมืองที่มีรถติดอยู่มาก สามารถขับได้ง่ายแถมยังสะดวกสบาย เพราะใช้เพียงแค่คันเร่งและเบรกเท่านั้น ไม่ต้องคอยมานั่งเหยียบครัชให้เมืื่อยขา และส่วนเกียร์ออโต้ จะมีตำแหน่งในใช้งานต่างกันดังนี้

เกียร์ P : ใช้สำหรับจอดอยู่กับที่แบบนิ่งๆ หรือจอดบนพื้นลาดเอียง โดยที่รถของคุณ จะถูกล็อกให้หยุดติดอยู่กับที่ ด้วยตัวล็อกที่อยู่ภายใน ทำให้ไม่สามารถเข็นรถได้

เกียร์ R : ใช้สำหรับให้รถถอยหลัง

เกียร์ N : ใช้สำหรับหยุดรออยู่บนพื้นราบ ซึ่งในเกียร์นี้ รถของคุณสามารถเข็นให้เคลื่อนที่ไปได้

เกียร์ D : ใช้สำหรับการขับเคลื่อนไปข้างหน้าแบบอัตโนมัติ โดยที่เกียร์จะเปลี่ยนไปเอง ตามคันเร่งและความเร็วของรถยนต์ ใช้ได้ตั้งแต่เริ่มออกตัว และยังเพิ่มความเร็วไปได้อีกเรื่อยๆ จนถึงความเร็วที่สูงสุด ซึ่งการขับรถโดยทั่วไป ก็สามารถใช้เกียร์นี้เพียงแค่เกียร์เดียวก็ได้

เกียร์ L : ใช้สำหรับการขับรถขึ้นทางลาดชันที่ค่อนข้างสูงมาก และต้องใช้ความเร็วของรถต่ำ

Advertisement

ซึ่งการที่จะเริ่มสตาร์ทรถ เพื่อที่จะเริ่มขับ จะสามาถสตาร์ทรถได้เมื่อ เกียร์อยู่ที่ตำแหน่ง P หรือ N เท่านั้น ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ระบบเครื่องยนต์ถูกออกแบบมา เพื่อความปลอดภัยในขณะที่จะเริ่มสตาร์ท

เมื่อรู้ถึงความสามารถของเกียร์ชนิดต่างๆ แล้ว คุณก็พร้อมที่จะขับรถคันโปรด ออกไปตะลุยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น แต่ทีนี้ ก็ต้องขับขี่ด้วยความปลอดภัย ซึ่งถ้าคุณปฎิบัติตามดังนี้ คุณก็จะขับรถได้อย่างสบายใจได้เลยค่ะ มาดูสาระที่ควรรู้ เพื่อให้ขับรถได้อย่างความปลอดภัย

ความเร็ว 20 กม./ชม. ระยะเบรกที่ควรต้องใช้อย่างน้อยที่สุด ก็คือ 7 เมตร

ความเร็ว 40 กม./ชม. ระยะเบรกที่ควรต้องใช้อย่างน้อยที่สุด ก็คือ 18 เมตร

ความเร็ว 60 กม./ชม. ระยะเบรกที่ควรต้องใช้อย่างน้อยที่สุด ก็คือ 34 เมตร

ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกที่ควรต้องใช้อย่างน้อยที่สุด ก็คือ 54 เมตร

ความเร็ว 100 กม./ชม. ระยะเบรกที่ควรต้องใช้อย่างน้อยที่สุด ก็คือ 80 เมตร

ซึ่งหลายๆ คนมักจะเข้าใจว่า เกียร์ออโต้สามารถตอบสนองการขับรถได้อย่างไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อขณะช่วงเร่งรถจะแซงคันอื่น ถ้าคุณเข้าใจเทคนิคต่างๆ ในการใช้เกียร์ออโต้ ก็จะทำให้รถเกียร์ออโต้ของคุณขับได้เพลินไม่แพ้กับรถเกียร์ธรรมดาเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนมากมักใช้เกียร์อยู่แค่เพียง 4 ตำแหน่งเท่านั้น นั่นคือ

เกียร์ “D” เมื่อต้องการที่จะขับรถไปข้างหน้า

เกียร์ “R” เมื่อต้องการที่จะให้รถถอยหลัง

เกียร์ “P” หรือ “N” เมื่อต้องการที่จะจอดรถอยู่กับที่ หรือต้องการจะสตาร์ตรถ

อันที่จริงแล้ว คุณควรใช้เกียร์ในตำแหน่งอื่น ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ เพื่อให้การขับขี่เต็มไปด้วยสมรรถนะที่ดี ซึ่งจะมีเทคนิคในการใช้เกียรต่างๆ ดังนี้

เทคนิคการขับรถเมื่อต้องลงทางลาดชัน และการคิกดาวน์เมื่อต้องการที่จะเร่งแซง

สำหรับการขับรถลงทางที่ลาดชัน ควรที่จะเลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง “D3″ ในกรณีที่ทางนั้น ใช้ระยะเวลาในการลงค่อนข้างยาว แต่ไม่ค่อยจะชันมากสักเท่าไหร่นัก แต่ในกรณีที่ทางลงนั้น ค่อยข้างที่จะชันมากๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปอยู่ที่ตำแหน่ง “D2” เพื่อใช้ให้เครื่องยนต์ช่วยเบรก(Engine Brake)

แต่ขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจจะใช้เบรกมือช่วยหยุดรถที่ และไม่ควรใช้เกียร์ “N” หรือ “D” ในขณะที่ขับรถลงทางชัน ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายอย่างมาก เพราะว่าจะไม่มีกำลังเครื่องยนต์มาคอยช่วยเบรก และช่วยลดความเร็ว

Advertisement

ในกรณีที่ต้องการเร่งรถเพื่อแซงคันอื่น หรือต้องการเพิ่มความเร็วของรถอย่างกะทันหัน ก็สามารถทำได้ด้วยการคิกดาวน์(Kick Down) โดยเหยียบคันเร่งในครั้งเดียว ให้ลงไปเกิน 80% เกียร์ก็จะเปลี่ยนลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสังเกตได้จาก รอบของเครื่องยนต์จะเพิ่มสูงขึ้น และรถก็จะมีความเร็วที่เพิ่มขึ้น

เรียบเรียงโดย เด็ดสุด ดอทคอม

ที่มา : http://www.share-si.com

Advertisement




Keyword ที่เกี่ยวข้อง



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook