แค่รู้ไม่กี่ข้อตามนี้ ก็ยืดอายุใช้งานรถยนต์ไปได้หลายปี ประหยัดเงินได้เยอะ

14 มิถุนายน 2016 | สาระข่าวสาร, สาระเรื่องรถ

qy

 

 

วิธีการดูแลรถให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ในยุคเศรษฐกิจที่ตกต่ำในตอนนี้ ค่าครองชีพก็สูงขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่พยายามที่จะรัดเข็มขัด ประหยัดเงินกันอย่างเต็มที่ มีทางเลือกอีกวิธีหนึ่งของคนที่มีรถที่จะสามารถช่วยในการลดค่าใช้จ่ายให้แก่คุณ คือการดูแลรักษารถสุดที่รักของตัวเองให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุด โดยที่ไม่เสื่อมอายุการใช้งานเร็วจนเกินไป

 

 

สำหรับผู้ที่ใช้รถทุกท่านนั้น การดูแลรักษาเครื่องยนต์ของท่านนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะยืดอายุการใช้งานรถของคุณเอง โดยปกติแล้วเราจะต้องตรวจตราดูแลรักษารถยนต์กันอย่างสม่ำเสมอ โดยที่อาจจะเป็นสัปดาห์ละครั้งสำหรับการดูแลอย่างละเอียด แต่ถ้าเป็นไปได้นั้น ถ้าเราหมั่นดูแลรักษารถของเราทุกวันได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง ทุกวันนี้นั้นถึงแม้จะมีศูนย์ให้บริการดูแลรักษารถตามอยู่อย่างมากมายตามสถานที่ต่างๆ โดยที่เรานั้นตรวจเช็คระยะตลอดทุกๆ 10,000 กิโลเมตรกันอยู่แล้ว แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่า รถของคุณนั้นจะไม่เกิดปัญหาในระหว่างที่ยังไม่ถึง 10,000 กิโลเมตร  ทางที่ดีที่สุดก็คือความไม่ประมาท เราควรที่จะหมั่นตรวจสอบรถของเราอยู่เป็นระยะๆ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว จะได้ไม่บานปลายจนต้องเสียเงินไปอีกหลายพันหรืออาจจะถึงเป็นหมื่นๆเลยทีเดียว การดูแลรักษารถยนต์ของเรานั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ยุ่งยากและเสียเวลาเลย

 

Advertisement

เพื่อความไม่ประมาท เราจึงมีวิธีการที่จะดูแลรักษารถเบื้องต้นในแบบง่ายๆฉบับคนรักรถมาแนะนำกัน

  • ในช่วงรันอิน คือขณะที่ขับรถไปได้ 1,600 กิโลเมตรแรกนั้น พยายามจำกัดความเร็วของรถให้อยู่ต่ำกว่า 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเอาไว้ หรือความเร็วตามที่เหมาะสมสำหรับคำแนะนำของรถแต่ละรุ่น
  • หลีกเลี่ยงสิ่งของที่จะมากระทบถูกรถ เพราะแม้แต่ลูกบอลพลาสติกที่มีน้ำหนักเพียงเบา ๆมากระทบรถ ก็จะทำให้เกิดรอยขนแมวได้
  • อย่าเร่งเครื่องเวลาสตาร์ทในทันที โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศข้างนอกนั้นหนาวเย็น ทางที่ดีควรเร่งความเร็วหลังจากสตาร์ทเครื่องผ่านไปซักประมาณสัก 10 – 20 นาที
  • พักเครื่องยนต์ด้วยการเลื่อนไปที่เกียร์ว่างให้อยู่ในตำแหน่งที่ไฟสีแดง ไม่อย่างนั้นแล้วถึงแม้จะไม่ได้ขับรถ ตัวเครื่องก็จะยังคงทำงานอยู่นั่นเอง
  • พยายามที่จะไม่ขับรถเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนหรือเย็นจัด
  • หลีกเลี่ยงการหยุดรถโดยกะทันหัน เพราะจะทำให้ล้อสึกได้อย่างรวดเร็ว
  • เวลาที่หมุนพวงมาลัยนั้น ไม่ควรหักไปทิศทางใดมากไปจนสุดพวงมาลัย

 

ag

  • การพ่วงของอื่นๆไว้กับกุญแจรถนั้น จะทำให้กุญแจรถหนักขึ้น บวกกับเวลาที่เราขับรถเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนก็จะยิ่งทำให้ช่องที่เสียบกุญแจรถของเรานั้นรับภาระหนักขึ้นไปอีก จนชิ้นส่วนภายในนั้นสึกหรอได้ เพราะฉะนั้นแล้วควรเลือกเอาเครื่องประดับเล็ก ๆ ชิ้นเบา ๆ มาใช้ก็เพียงพอแล้ว
  • หากเกิดว่ารถติดอยู่ในพวกหลุมโคลนที่มีขนาดใหญ่จนทำให้เอาขึ้นมาลำบากแล้วนั้น ควรที่จะเรียกช่างมาช่วยยกรถแทนที่จะพยายามเร่งเครื่องเพื่อให้หลุดออกมา
  • หมั่นสังเกตหรือถ้าจะให้ดีนั้นก็ควรที่จะจดเอาไว้ด้วยว่าวันๆหนึ่งของคุณนั้น คุณใช้น้ำมันของคุณหมดไปเท่าไหร่ และวันนี้ขับรถไปแล้วเป็นระยะทางเท่าไหร่ ถ้าน้ำมันหดหายจนเป็นที่ผิดสังเกต เราจะได้ตามช่างมาดูสิ่งผิดปกตินั้นได้ทัน
  • อย่าจอดทิ้งรถไว้เฉย ๆจนนานเกินไป เพราะจะทำให้เครื่องยนต์สึกกร่อนเสียหาย โดยเฉพาะแบตเตอรี่นั้นจำเป็นที่จะต้องถูกดึงไฟมาใช้อยู่เรื่อยๆ แม้จะไม่ใช้งานก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้วคุณจึงควรสตาร์ทรถเพื่อวอร์มเครื่องยนต์ของรถบ้างบ้าง
  • ควรที่จะจอดรถไว้ในที่ร่ม เพื่อป้องกันไม่ให้รถร้อนจนเกินไป หรือจะเลือกใช้รถที่เป็นสีที่คายความร้อน เช่นสีที่สว่างๆเป็นมันเงาดูก็ได้
  • ทำความสะอาดแผงหน้าปัดด้วยผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ และหมั่นดูดฝุ่นในรถอยู่เสมอ
  • ถ้าเบาะรถเป็นหนังควรเคลือบเบาะหนังเพื่อให้รถนั้นดูสะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ
  • ต่อให้เป็นรถที่ทนทานขนาดไหนก็ไม่ควรที่จะบรรทุกของหนักจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นที่ท้ายรถหรือมัดไว้บนหลังคาก็ตาม ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วควรจุไว้ไม่เกิน 90 กิโลกรัม
  • หาผ้ามาคลุมรถทุกครั้งในตอนที่จอดเก็บไว้ในโรงรถทั้งนี้ก็เพื่อรักษาสีรถของเราให้ดูใหม่อยู่เสมอ
  • สำหรับคนที่จำเป็นที่จะต้องใช้รถเพื่อบรรทุกของไปด้วย ควรที่จะใช้ผ้าหนาๆ ปูสักชั้นก่อนที่จะวางของลงไปด้วย จะได้ไม่ขูดขีดโดนรถจนเกิดเป็นรอย
  • เคลือบแว๊กซ์รถอีกชั้นเพื่อถนอมสีรถให้ติดทนนานยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อกันรอยขีกข่วนอีกด้วย
  • ในตอนที่เราเติมลมยางรถ ให้ลองสังเกตดูว่ามีความชื้นออกมาจากตัวปั๊มลมด้วยรึเปล่า ถ้ามีก็หยุดเติมซะก่อน เพราะหากมีความชื้นเข้าไปฝังในตัวด้านในแล้วจะทำให้ล้อรถนั้นเสียหายได้
  • เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดล้อที่เหมาะสม และพยายามขยันทำความเป็นประจำ เพราะล้อรถนั้นจะต้องเจอกับสิ่งสกปรกบ่อยกว่าส่วนอื่นๆ
  • หยอดน้ำมันหล่อลื่นลงบนน็อตของล้อรถ เพื่อป้องกันความฝืดเคือง
  • ระบบเบรกป้องกันล้อนั้นค่อนข้างที่จะไม่ถูกกันกับความชื้น มันจึงควรที่จะถูกเช็ดทำความสะอาดให้แห้ง และควรตรวจเช็คอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี
  • ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ เพราะคราบตกตะกอนนั้นจะได้ไม่ฝังอยู่ภายใน
  • ทำความสะอาดฝาถังน้ำมันบ้าง เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกไปอุดตันอยู่ภายใน
  • ตรวจเช็คแบตเตอรี่อยู่เป็นประจำ ถ้ามีรอยแตกร้าวควรที่จะเปลี่ยนทันที และควรทำความสะอาดด้วย
  • เปลี่ยนหัวเทียนเมื่อคุณขับรถไปได้ประมาณ 48,000 – 64,000 กิโลเมตร
  • ใช้น้ำสะอาดเติมลงไปในหม้อน้ำรถยนต์เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปสะสม โดยที่ผสมน้ำยาหล่อเย็นและน้ำเปล่าในสัดส่วนที่เท่าๆกัน
  • ปูผ้าขนหนูหรือหาอะไรรองไว้บนเบาะที่นั่งก่อน เพื่อกันรอยขีดข่วน
  • กระปุกเก็บน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์นั้นต้องมีน้ำมันอยู่ในระดับที่พอดี และฝาต้องปิดสนิทก่อนสตาร์ทเครื่องด้วย ไม่อย่างนั้นหากว่าเจอความร้อนหลังเครื่องทำงานเข้าไป อาจจะยิ่งเพิ่มความดันจนทำให้น้ำมันล้นออกมาได้
  • ควรที่จะเปลี่ยนสายพานราวลิ้นให้ตรงตามระยะเวลาที่แนะนำในคู่มือ
  • คอยหมั่นตรวจสอบน้ำกลั่นแบตเตอรี่ไม่ให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่ควร
  • ถอดก้านวัดน้ำมันของเครื่องเพื่อออกมาเช็ดทำความสะอาดบ้าง
  • ตรวจเช็ควาล์ว PCV หรือ Positive Crankcase Ventilation และเปลี่ยนหลังจากที่ขับรถไปเป็นระยะทาง 48,000 กิโลเมตร

Advertisement

นอกจากที่แนะนำมานี้ ก็ควรเอารถไปตรวจเช็คที่ศูนย์เป็นประจำด้วย หากเกิดสิ่งผิดปกติอะไรขึ้นมา จะได้ให้ช่างมืออาชีพช่วยแก้ไขได้ทัน

  • สิ่งที่จะต้องตรวจต่อมาก็คือ ลมยาง ตรวจง่ายๆได้ด้วยสายตาว่ามันแฟบอ่อนหรือเปล่า ดูทุกเส้น เพราะลมยางของแต่ละล้อนั้นจะไม่เท่ากันและมีผลต่อการทรงตัวของรถ ทำให้เบรกปัด วิ่งส่าย รถอาจเสียหลักไปด้านใดด้านหนึ่ง จนอาจเป็นที่มาของการเกิดอุบัติเหตุด้วย อาจจะทำให้อายุของยางสั้นลง อาจต้องควักกระเป๋าก่อนถึงเวลาอันควรด้วย เพราะฉะนั้นถ้าพบว่าแรงดันลมไม่เท่ากันต้องตรวจเติมลมให้เรียบร้อย
  • ตรวจดูรอยหยดรั่วของน้ำและน้ำมัน ใต้ท้องรถ ซึ่งสามารถก้มดูได้ด้วยสายตา ทำได้ง่ายๆ ถ้าพบว่ารั่วที่ล้อและเป็นน้ำมันเบรก เราจะต้องงดใช้งานทันที  จากนั้นให้รีบปรึกษาช่าง และเมื่อตรวจพบว่าน้ำระบายความร้อนรั่วหยดก็ให้หาที่มาสาเหตุของการรั่ว ถ้าเป็นแบบข้อต่อให้ใช้ไขควงกดอัดให้แน่น และถ้าตรวจพบรอยรั่วของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์หรือน้ำมันเฟืองท้ายแล้วหละก็ อย่านิ่งนอนใจเป็นอันขาด จะต้องรีบนำไปปรึกษาช่างเพื่อทำให้รอยรั่วนั้นๆ หมดไป ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยต่อกลไกดังกล่าวของรถยนต์ รวมไปถึงความปลอดภัยของเราอีกด้วย
  • การดูแลน้ำระบายความร้อนนั้น วิธีดูก็ไม่ได้ยุ่งยากเลย  เพียงเราตรวจโดยการเปิดฝาหม้อน้ำออก ถ้าพบว่าน้ำพร่องน้อยลงไปก็ให้ใช้น้ำสะอาดเติมลงไปให้เต็ม สำหรับรถบางคันให้ลองสังเกตดูว่า ถ้ามีขวดพลาสติกที่เก็บน้ำอยู่และมีท่อเล็กๆ ต่อไปถึงหม้อน้ำแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดฝาหม้อน้ำ ให้เราดูระดับน้ำที่ขวดเก็บน้ำสำรองแทน ถ้าน้ำยังอยู่ในระดับที่กำหนดเราก็ไม่ต้องเติม แต่ถ้าต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ก็ให้เปิดฝาขวดเก็บน้ำสำรอง แล้วเติมน้ำสะอาดให้เต็ม เรื่องดูแลน้ำระบายความร้อนห้ามละเลยเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ของท่านนั้นเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้
  • คอยดูแลตรวจเติมระดับน้ำมันเครื่องบ้าง เพราะถ้าน้ำมันเครื่องพร่องหรือแห้งลงแล้ว จะทำให้เกิดการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ วิธีตรวจระดับน้ำมันเครื่องนั้นก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพียงแค่ดึงเหล็กวัดออกมา จากนั้นเช็ดทำความสะอาด เมื่อเสร็จแล้ว ใส่กดลงไปยังตำแหน่งเดิมของมันให้สุด จากนั้นดึงออกมาตรงๆในแนวดิ่ง ระดับน้ำมันนั้นจะสังเกตได้จากรอยคราบน้ำมันที่เกาะอยู่ปลายเหล็กวัดนั่นเอง น้ำมันนั้นจะต้องอยู่ระหว่างกลางขีดที่มีอักษร L(Low) และ F(Full)  ถ้าต่ำลงจาก L ก็ให้เติมเพื่อให้อยู่ในระดับเท่าเดิมและไม่ควรที่จะเติมจนเกินอักษร F เพราะจะทำให้ควันขาวจากน้ำมันเครื่องเข้ามายังห้องเผาไหม้และจะทำให้เพลาข้อเหวี่ยงรั่ว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์เลย
  • การตรวจเติมน้ำเบรกภายในกระบอกเก็บน้ำมันเบรกที่แม่ปั๊มเบรก ถ้ายังมีระดับสูงอยู่ก็ไม่ต้องเติม แต่ถ้าพร่องต่ำกว่าขีดที่กำหนดไว้ ก็ให้เติมจนได้ระดับที่ถูกต้อง การเติมน้ำมันเบรกนั้นมีข้อควรที่จะระวังก็คือ อย่าให้น้ำมันเบรกหกราดโดนสีรถ เพราะจะทำให้สีเสียหาย และถ้าหกห้ามเช็ดเป็นอันขาด แต่ให้ใช้น้ำราดให้เจือจางแทน เพราะจะทำให้สีรถนั้นเสียหายเป็นแผลทางยาวไปตลอดตามแนวที่เช็ด สำหรับน้ำมันเบรกนั้นถ้าพร่องมากๆทุกวัน ควรที่จะต้องรีบนำรถไปปรึกษาช่างเพราะเบรกนั้นคือชีวิต   มีชีวิตของใครบ้างก็ชีวิตของท่าน และผู้ที่โดยสารที่มากับท่านรวมถึงผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนกับท่านด้วยนั่นเอง
  • การบำรุงรักษาประจำวัน ก็คือการตรวจเช็คกระบอกคลัทช์น้ำมัน จะต้องมีการตรวจเพื่อเติมน้ำมันให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง กระบอกดังกล่าวนั้นอยู่ข้างๆกันกับกระบอกน้ำมันเบรกและน้ำมันที่ใช้เติม ก็คือน้ำมันเบรกนั่นแหละ อย่าละเลยเพราะถ้าน้ำมันหมดนั้นจะไม่สามารถเข้าเกียร์ได้ นั่นก็คือรถวิ่งไม่ได้นั่นเอง

   qe

  • ขั้วแบตเตอรี่สกปรกแบตเตอรี่ที่อยู่ในห้องเครื่องนั้น ต้องประสบทั้งฝุ่นและความชื้น และก่อให้เกิดคราบเกลือขึ้นที่ขั้วแบตเตอรี่ ทำให้การจ่ายไฟได้ไม่สะดวก สตาร์ทติดยาก และดีไม่ดีอาจส่งผลทำให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์เกิดการรวนได้ วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ เพียงคุณใช้โซดาราดลงไปยังขั้วแบตเตอรี่และใช้แปรงสีฟันเก่าๆขัด คุณก็จะได้ขั้วแบตเตอรี่ที่เหมือนใหม่และเงางาม

 

เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าเพียงท่านเสียสละเวลาเพียงแค่ 15 นาทีต่อวัน คอยหมั่นดูแลรักษาสภาพรถเพียงเท่านี้รถของท่านก็จะอยู่ไปกับเราได้อีกนาโดยทำตามวิธีต่อไปนี้

  • วอร์มเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที
  • ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 2 นาที
  •  ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาเช็ดให้สะอาดด้วยผ้า
  • ระดับน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมที่สุดต้องอยู่ระหว่าง Max กับ Min ไม่ควรอยู่สูงหรือต่ำกว่านี้

Advertisement

เทคนิคการขับรถเข้าโค้ง

  • ถ้าขับมาด้วยความเร็วสูงต้องค่อยๆแตะเบรกและประครองรถให้พ้นโค้ง ไม่ควรเหยียบเบรกในทันทีเพราะอาจจะทำให้รถเสียการทรงตัวได้
  • หากเป็นโค้งที่ลับสายตา ไม่ควรที่จะตัดโค้งเป็นอันขาดเพราะอาจจะมีรถสวนทางมาได้
  • หากพบทราย กรวด หิน หรือของเหลวบนผิวทางถนน ต้องตั้งสติให้มั่น จากนั้นประคองพวงมาลัย ถ้าไม่จำเป็นอย่าหลบ
  • เมื่อพบทางโค้งควรท่องสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ขึ้นใจคือ “ใช้ความเร็วให้เหมาะสมและคงที่ หลีกเลี่ยงการใช้เบรค เลือกเกียร์ให้ถูก” ง่ายๆแค่นี้ คุณทำได้ คุณก็ปลอดภัย

 

เทคนิคการช่วยประหยัดน้ำมัน

  • เมื่อรู้ว่าจะต้องหยุดรถข้างหน้า ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งเครื่องเพื่อไปให้ใกล้ก่อนแล้วจึงเบรก แต่ควรที่จะชะลอความเร็วก่อนที่จะถึง ก็สามารถที่จะช่วยประหยัดได้ทั้งค่าน้ำมันและผ้าเบรกอีกด้วย
  • ใช้ Cruise Control หรือ “คุณคอนโทรล” การใช้ความเร็วที่คงที่สม่ำเสมอ ไม่เหยียบคันเร่งอย่างกระชั้น หรือเดี๋ยวเบรกเดี๋ยวเร่งก็จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้เยอะเลยทีเดียว

เพียงไม่กี่ข้อที่แนะนำไปนั้นเราก็สามารถที่จะยืดอายุการใช้งานของรถที่เรารักได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ตรวจสอบได้ด้วยตัวของเราเอง เพราะถึงแม้ว่ารถของเรานั้น จะเป็นรถมือหนึ่งหรือรถมือสอง พวกเขานั้นก็ต้องการการดูแลที่ดีและการเอาใจใส่ไม่แตกต่างกันต่างกัน

 

 

เรียบเรียงโดย: เด็ดสุด ดอทคอม

ที่มา

http://www.buyatsiam.com/

http://www.apollothai.com/

Advertisement




Keyword ที่เกี่ยวข้อง



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook