อยากให้ลูกเรียนเก่ง ไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษเท่านั้นนะ วิธีง่ายๆ อยากรู้ต้องอ่าน

16 กรกฎาคม 2016 | Slide, สาระความรู้ทั่วไป, สาระแม่และเด็ก
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter0Share Line

education and school concept - little student girl studying at school

 

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าว่าคนที่เรียนเก่ง ที่ติดอันดับต้นๆของห้อง ของโรงเรียน หรือเรียนเก่งไปจนถึงระดับประเทศ เขาเหล่านั้นมีเคล็ดลับอะไร และมีเทคนิควิธีในการเรียนอย่างไร วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่มีประโยชน์เหมาะสำหรับน้องๆ ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากเด็กที่เรื่อยๆเปื่อยๆยังไงก็ได้ตามเพื่อน มาเป็นเด็กเรียนระดับหัวกะทิ ในระยะเวลาอันรวดเร็วได้ ด้วยเทคนิคที่จะมาช่วยให้การเรียนนั้นง่ายขึ้น จนไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือแบบอัดแน่นเอาตอนเวลาที่ใกล้จะสอบ ทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าหัวสักที กับเคล็ดลับเรียนเก่ง จากนักเรียนระดับหัวกะทิ แล้วลองไปฝึกทำกันดูซึ่งได้ผลแน่

 

พวกเขาไม่อ่านตำราเรียน   

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะว่าการอ่านตำราเรียนนั้นเป็นสิ่งที่เด็กเรียนเขาไม่ทำกัน แต่เรากำลังจะบอกว่า การอ่านตำราเรียนทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่ทำแล้วจะเกิดประสิทธิภาพที่น้อยมาก เด็กเก่งๆ หัวกะทิส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะไม่อ่านตำราเรียน แต่จะใช้วิธีที่ลงมือปฏิบัติแทน “แก้โจทย์ปัญหา และการทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ” การหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสืออย่างอื่นที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากตำราเรียน อ่านจากช็อตโน้ต และจากการที่เสาะแสวงหาข้อสอบเก่าๆมาทำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะเวลาเพียงอันสั้น ดีกว่าที่จะต้องมานั่งอ่านหนังสือกองโตเป็นไหนๆ

 

ทำความเข้าใจในหัวข้อที่เรียนและอธิบายได้ด้วยคำพูดด้วยความเข้าใจของเราเอง   

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนนั้นก็คือ “ความเข้าใจในบทเรียน” นั้นๆ โดยภายหลังจากที่คุณครูหรืออาจารย์สอนเสร็จแล้ว ควรที่จะพยายามจดโน้ตย่อบทเรียนในแบบสั้นๆ ด้วยคำพูดด้วยความเข้าใจของเราเอง จับใจความที่สำคัญของบทเรียนให้ได้ และนำมาวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือและที่อาจารย์ได้สอนมานั้นอะไรคือ “หัวใจหลัก” โดยอธิบายสั้นๆ ด้วยคำพูดของเราเอง เขียนลงไปที่สมุดเพื่อเป็นการสรุปย่อ และยังสามารถที่จะนำมาทบทวนก่อนสอบได้อีกด้วย เพียงเท่านี้แล้วการเรียนก็จะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณอีกต่อไป

Advertisement

เด็กที่เรียนเก่งไม่กลัวที่จะถามคำถามเมื่อเวลาที่สงสัย      

ดังคำกล่าวของ William Arthur Ward ที่กล่าวว่า “Curiosity is the wick in the candle of learning คือความกระหายในการใคร่รู้คือไส้ของเทียนแห่งการเรียนรู้” สำหรับเด็กที่เรียนดีเรียนเก่ง เราจะสังเกตได้ว่า “พวกเขาจะไม่กลัวที่จะถามคำถาม” เมื่อเกิดความสงสัยเลย หรือไม่เข้าใจตรงส่วนไหนก็จะจดคำถามนั้นไว้ จากนั้นแล้วจึงจะให้อาจารย์ หรือเพื่อนที่เข้าใจช่วยอธิบายให้ฟัง จงอย่ากลัวที่จะถามคำถามแบบ “โง่ๆ” และอย่าใช้การท่องจำไปอย่างที่ไม่เข้าใจ เพราะการเรียนแบบนั้นจะไม่ได้ผลเลยและจะถือเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่เลยทีเดียว

 

เด็กที่เรียนเก่งพวกเขาชอบที่จะตั้งคำถาม 

ถ้าอาจารย์สอนว่า “โทมัส เจฟเฟอร์สัน ผู้ชายที่ฉลาดที่สุด และก็ยากจนที่สุดด้วย ผู้ที่ได้เข้าร่วมในการร่างสัญญาประกาศอิสรภาพที่มีชื่อเสียง ในปี ค.ศ.1776”

เด็กนักเรียนปกติทั่วไปอาจจะตั้งใจฟัง พร้อมกับจดลงไปในสมุดบันทึกทุกคำที่อาจารย์บอก และพยายามที่จะจำสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กเรียนเก่ง พวกเขาจะพยายามตั้งคำถาม ตัวอย่างเช่น

โทมัส เจฟเฟอร์สัน คือใคร? ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร? และทำไมเขาถึงเป็นคนที่สำคัญ? หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเริ่มค้นหาคำตอบจากหนังสือในห้องสมุด หรือจากช่องทางอื่นๆ เพื่อจะหาประวัติที่เกี่ยวข้องกับโทมัส เจฟเฟอร์สัน, รูปภาพเก่าๆ และความสำคัญที่เกี่ยวกับคำประกาศอิสรภาพที่บรรพบุรุษผู้นี้นั้นเป็นผู้ร่วมกันสร้างมา กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ก็จะช่วยให้จำเหตุการณ์ที่สำคัญๆได้มากขึ้น จนเรียกได้ว่าถึงขึ้นฝังลึกลงไปในสมองเลยทีเดียว เพราะนี่ก็คือพลังแห่งการตั้งคำถามนั่นเอง

 

เข้าใจในโครงสร้าง ไม่พยายามที่จะท่องจำ   

เคล็ดลับที่สำคัญสำหรับเด็กเรียนเก่ง ก็คือ พวกเขานั้นจะพยายามทำความเข้าใจในโครงสร้างต่างๆ ของบทเรียน และเนื้อหานั้นๆ มากกว่าการที่จะท่องจำ เพราะการพยายามจำในสิ่งต่างๆ จะมีผลกระทบต่อการจำอะไรไม่ได้เลย เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างต่างๆ แล้ว เราก็จะจำได้ไปเองโดยที่ไม่รู้ตัว แตกต่างกันจากการท่องจำเพียงแค่อย่างเดียว เมื่อได้เจอโจทย์หรือข้อสอบที่พลิกแพลงไปจากที่ได้ท่องมาแล้วก็อาจจะทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ถึงที่มาที่ไปและวิธีการปรับใช้

 

??????????????????????????

พวกเขาจะทดสอบตัวเองบ่อยๆ    

การทดสอบตัวเองบ่อยๆ จะทำให้สมองของคุณสามารถที่จะเชื่อมต่อกับเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีนี้นั้นจะทำให้คุณรู้ และเข้าใจในทันทีเลยว่า เรามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา บทเรียน รวมไปถึงความรู้ใหม่ๆ หรือไม่?

ในต่างประเทศก็ได้ทำการวิจัยแล้วว่าวิธีนี้นั้นจะช่วยให้จำบทเรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น วิธีคือภายหลังจากที่เราเรียนเสร็จแล้ว จะมีการทำแบบทดสอบโดยแบ่งเป็น 5 นาที, 2 วัน และ 2 สัปดาห์ต่อมา ก็จะช่วยให้จำได้แม่นขึ้นมากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว หรือทำเป็นการจำลองในการทำข้อสอบที่เสมือนจริง มีการจับเวลา และจำนวนข้อสอบ ถือได้ว่าเป็นการฝึกตัวเองไปในตัวด้วย

Advertisement

ทำสิ่งที่นอกเหนือจากการฟังบรรยาย

หลายครั้งที่การฟังบรรยายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับนักเรียนและนักศึกษา อาจารย์อาจจะพูดเร็วจนเกินไปจนคุณจดไม่ทัน หรือพูดช้ามากจนอยากที่หลับลงไปบนโต๊ะเรียนเลย สำหรับเด็กที่เรียนเก่งพวกเขาก็มีวิธีจัดการกับสิ่งน่าเบื่อต่างๆ เหล่านี้ด้วยวิธีการ

– จะไม่ไปไหน แม้ว่ามันจะน่าเบื่อ เพราะเวลาที่ดีที่สุดก็คือ “เวลาในห้องเรียน”

– อ่านบทเรียนล่วงหน้าก่อนที่จะฟังบรรยาย

– ตั้งคำถาม ที่มาจากการอ่านล่วงหน้าแล้ว เพื่อมาหาคำตอบจากการฟังบรรยาย

– จับโฟกัสไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นและจดลงไปในสมุดบันทึก พยายามจับใจความที่สำคัญในสิ่งที่อาจารย์ได้สอน และหัวข้อที่จะใช้ในการสอบ

เมื่อทำสิ่งเหล่านี้และ ก็จะทำให้การฟังบรรยายนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถนำมาอ่านทบทวนในภายหลังได้ในระยะเวลาสั้นๆ

 

ใช้เครื่องมือการศึกษาออนไลน์เป็นประจำ   

อย่าเชื่อในทุกๆอย่างเพียงเพราะอาจารย์สอน และอย่ายึดติดอยู่กับตัวอย่างบนกระดานดำ หรืออ่านแค่ในตำราเรียน ยังมีความรู้อีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เราสามารถที่จะหาได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เด็กเรียนส่วนใหญ่แล้วจะหาความรู้เพิ่มเติมจากการท่องโลกออนไลน์ ลักษณะนิสัยที่ดีของผู้ที่คอยเสาะแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา จนทำให้ติดเป็นนิสัย ตั้งคำถามรวมทั้งหาคำตอบได้จาก เครื่องมือออนไลน์ก็จะช่วยให้การเรียนของคุณง่ายขึ้น

 

เรียนในระยะสั้นๆจะดีกว่าการนั่งเรียนแบบมาราธอน      

การศึกษาในระยะเวลาที่สั้นๆนั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้ตั้งใจเรียนได้อย่างมุ่งมั่น เพราะอย่างน้อยเราจะรู้สึกตัวว่าอีกไม่นานเราก็จะได้พักจากการเรียนแล้ว แน่นอนว่าต้องดีกว่าการเรียนในแบบมาราธอนเป็นเวลาที่นานหลายชั่วโมงอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้สภาพจิตใจของเราเกิดความเบื่อหน่าย เนื่องมาจากระยะเวลาที่นานเกินไป เริ่มเรียนจากระยะเวลาสั้นๆ เพียงเวลาประมาณ 30 นาที ในการอ่านหนังสือ หรือทบทวนในบทเรียน ถ้านั่งเรียนในระยะเวลาที่ยาวนานจนเกินไปควรที่จะหาเวลาพักบ้าง

 

pr

ศึกษาข้อสอบที่เราทำผิดในทันที      

ภายหลังจากการสอบ อาจารย์มักจะบอกในข้อผิดพลาดให้กับนักเรียนได้ทราบ นักเรียนที่เรียนดีส่วนใหญ่แล้วมักจะเก็บข้อที่ผิดพลาดของพวกตน โดยจดลงไปในสมุดโน้ต พร้อมทั้งพยายามที่จะแก้ไขและทำความเข้าใจให้มากขึ้น ไม่เข้าใจในจุดไหนก็สามารถที่จะสอบถามอาจารย์ได้ในทันที จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจ และเมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะจำข้อที่ผิดพลาดได้อย่างแม่นยำขึ้น สิ่งที่ผิดพลาดเหล่านี้คือตัวบ่งชี้ “สิ่งที่ตนจะต้องปรับปรุง” นักเรียนนักศึกษาจึงไม่ควรที่จะมองข้ามตรงจุดนี้เป็นอันขาด

 

ฝึกฝนภายใต้สถานการณ์ของการสอบจริง

มีสุภาษิตเก่าของฝรั่งที่ว่า “การฝึกฝนที่ทำให้ชำนาญ” อาจไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่การฝึกฝนภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์จริงนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ผลที่มากกว่า สำหรับนักเรียนที่เรียนดีเรียนเก่ง แทนที่พวกเขานั้นจะนั่งท่องแต่ตำราเรียน ทำการบ้าน และทำแบบฝึกหัด พวกเขาก็จะข้ามขั้นมาเป็นการทำแบบทดสอบโดยกำหนดไปที่เงื่อนไขให้เหมือนกับสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเจอตอนสอบจริงๆ เพื่อที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเอง โดยจะนั่งทำข้อสอบภายในห้องที่เงียบสงบ ตั้งเวลาด้วยนาฬิกาปลุกให้เท่ากับเวลาจริงในห้องสอบ และตั้งใจทำข้อสอบกันอย่างจริงจังและมีสมาธิ โดยถ้าทำบ่อยๆ ก็จะช่วยลดความกดดันไปได้เยอะเลยทีเดียว

Advertisement

ฝึกทำข้อสอบเก่าเยอะๆ     

เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่เด็กเรียนเก่งกระซิบบอกมาว่า พวกเขามักที่จะหาข้อสอบเก่าๆ มาฝึกทำ โดยทำบ่อยๆจะได้จำได้แม่นๆ แม้เราจะไม่รู้ว่าแต่ละปี หรือแต่ละเทอมนั้นข้อสอบจะออกอะไร แต่แนวข้อสอบส่วนใหญ่แล้วก็มักที่จะออกซ้ำๆวนกันไป เป็นแนวเดิมๆ อาจจะเจอคำถามที่คล้ายคลึงกัน ที่เราเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว ที่สำคัญข้อสอบเก่าก็เปรียบเสมือนหินลับมีด ลับสมองของเราให้คมมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะลงสนามจริงๆ แบบนี้แล้วเกรด “A” คะแนนเต็ม จะไปไหนเสีย ยิ่งตอนนี้แล้วสามารถที่จะค้นหาข้อสอบเก่าๆ มาทำได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

พวกเขาใช้เวลานอนเยอะมาก    

หลายคนคงจะคิดว่าเด็กที่เรียนเก่งนั้น ย่อมต้องนั่งเรียนอย่างหนักอดหลับอดนอน เพื่ออ่านหนังสือกันแบบเยอะๆ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะพวกเขาจะนอนเยอะ และพักผ่อนให้เพียงพอ จึงจะทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่า การนอนหลับสนิทนั้นจะช่วยให้เพิ่มหน่วยความจำ และจะจัดเก็บความทรงจำได้อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญแล้วยังจะทำให้คุณเข้าใจและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังมีไหวพริบปฏิภาณเร็วขึ้นนั่นเอง

 

pp

เด็กเรียนเก่งไม่ใช่เจ้าแห่งไฮไลท์  

การไฮไลท์ที่ดีควรจะเน้นเอาเฉพาะคำที่สำคัญ ไม่ใช่ทั้งย่อหน้า ถ้าต้องการที่จะเขียนโน้ตเพื่อเพิ่มเติมบางอย่างให้ เขียนแยกออกมาหรือขีดเส้นใต้ และเขียนคำอธิบายที่เชื่อมโยงกันเพิ่มเติมไปด้วย หรือถ้าจะให้ดีที่สุด คือการเขียนช็อตโน้ตในแบบสั้นๆ ด้วยภาษาของคุณเอง เพื่อเป็นการสรุปความเข้าใจไปในตัวด้วย นักเรียนบางคนที่ขีดไฮไลท์แทบจะทั้งหน้า จึงแทบจะไม่เห็นความแตกต่างและจุดสำคัญที่ควรเน้นนั่นเอง

 

มีความรอบคอบและมีความรับผิดชอบที่สูงมากๆ     

โดยที่จะต้องรับผิดชอบต่อการเรียน ทำการบ้าน ทำรายงาน อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด รู้หน้าที่ของตนเองว่าจะต้องทำอะไรบ้าง วางแผนการใช้ชีวิตของตัวเองได้ มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงยังจุดหมายที่ตนได้ตั้งเป้าไว้ เด็กเรียนเก่งมักจะมีความรับผิดชอบ นอกจากรับผิดชอบในชีวิตของตนแล้ว ในการเรียนและในการทำข้อสอบเราก็ต้องมีความรอบคอบสูง อาจจะมีคนที่เก่งเหมือนกันแต่จะมาเฉือนกันก็ตรงที่ความรอบคอบนี่เอง

เรียบเรียงโดย

เด็ดสุด ดอทคอม

ที่มา

http://www.manager.co.th/

Advertisement
Share on Facebook0Share on Google+0Tweet about this on Twitter0Share Line




Keyword ที่เกี่ยวข้อง



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook